วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โหมดสี (Color Mode)
โหมดสีมีด้วยกันหลายโหมด แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันบ่อยๆ แล้วจะมีอยู่ 4 โหมด ดังนี้
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น 1. โหมด RGB (Red, Green, Blue)
ประกอบด้วยสีสามสี คือ สีแดง, สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งการสร้างงานกราฟฟิคนั้น เราจะใช้โหมด RGB นี้เป็นหลัก
โหมด RGB นี้สีจะเกิดขึ้นจากการผสมแสงสามสี ให้เกิดเป็นจุดสี ระบบสี RGB เป็นระบบสีของแสง ซึ่งเกิดจากการหักเห
ของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม จะเกิดแถบสีที่เรียกว่า สีรุ้ง ( Spectrum )
ซึ่งแยกสีตามที่สายตามองเห็นได้ 7 สี คือ แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ซึ่งเป็นพลังงานอยู่ในรูปของรังสี ที่มีช่วงคลื่นที่สายตา สามารถมองเห็นได้ แสงสีม่วงมีความถี่คลื่นสูงที่สุด คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าแสงสีม่วง เรียกว่า อุลตราไวโอเลต ( Ultra Violet ) และคลื่นแสงสีแดง มีความถี่คลื่นต่ำที่สุด คลื่นแสง ที่ต่ำกว่าแสงสีแดงเรียกว่า อินฟราเรด ( InfraRed) คลื่นแสงที่มีความถี่สูงกว่าสีม่วงและต่ำ กว่าสีแดงนั้น สายตาของมนุษย์ไม่สามารถรับได้ และเมื่อศึกษาดูแล้วแสงสีทั้งหมดเกิดจาก แสงสี 3 สี คือ สีแดง ( Red ) สีน้ำเงิน ( Blue)และสีเขียว ( Green )ทั้งสามสีถือเป็นแม่สีของแสง เมื่อนำมาฉายรวมกันจะทำให้เกิดสีใหม่ อีก 3 สี คือ สีแดงมาเจนต้า สีฟ้าไซแอน และสีเหลืองและถ้าฉายแสงสีทั้งหมดรวมกันจะได้แสงสีขาวจากคุณสมบัติของแสงนี้ เราได้นำมาใช้ประโยชน์ทั่วไป ในการฉายภาพยนตร์ การบันทึกภาพวิดีโอภาพโทรทัศน์ การสร้างภาพเพื่อการนำเสนอทางจอคอมพิวเตอร์ และการจัดแสงสีในการแสดง เป็นต้น
2. โหมด CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, blacK)
(โหมดสีนี้เป็นโหมดสีสำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ท)
ประกอบด้วยสีสี่สี คือ สีเขียวปนน้ำเงิน, สีม่วงแดงเข้ม, สีเหลือง และสีดำ โหมดสีนี้จะใช้ในการเตรียมพิมพ์การพิมพ์สี่สี
ระบบสี CMYK เป็นระบบสีชนิดที่เป็นวัตถุ คือสีแดง เหลือง น้ำเงินแต่ไม่ใช่สีน้ำเงิน ที่เป็นแม่สีวัตถุธาตุ แม่สีในระบบ CMYK เกิดจากการผสมกันของแม่สีของแสงหรือระบบสีRGB คือ แสงสีน้ำเงิน + แสงสีเขียว = สีฟ้า (Cyan)
แสงสีน้ำเงิน + แสงสีแดง = สีแดง(Magenta)
แสงสีแดง + แสงสีเขียว = สีเหลือง (Yellow)
สีฟ้า (Cyan) สีแดง (Magenta) สีเหลือง (Yellow) นี้นำมาใช้ในระบบการพิมพ์ และ มีการเพิ่มเติม สีดำเข้าไป เพื่อให้มีน้ำหนักเข้มขึ้นอีก เมื่อรวมสีดำ ( Black = K ) เข้าไป จึงมีสี่สี โดยทั่วไปจึงเรียกระบบการพิมพ์นี้ว่าระบบการพิมพ์สี่สี(CMYK)
ระบบการพิมพ์สี่สี ( CMYK ) เป็นการพิมพ์ภาพในระบบที่ทันสมัยที่สุด และได้ภาพ ใกล้เคียงกับภาพถ่ายมากที่สุด โดยทำการพิมพ์ทีละสี จากสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน และสีดำ ถ้าลองใช้แว่นขยายส่องดู ผลงานพิมพ์ชนิดนี้ จะพบว่า จะเกิดจากจุดสีเล็ก ๆ สี่สีอยู่เต็มไปหมด การที่เรามองเห็นภาพมีสีต่าง ๆ นอกเหนือจากสี่สีนี้ เกิดจากการผสมของเม็ดสีเหล่านี้ใน ปริมาณต่าง ๆ คิดเป็น % ของปริมาณเม็ดสี ซึ่งกำหนดเป็น
10-20-30-40-50-60-70-80-90 จนถึง100%
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น 3. โหมดขาวดำ (Grayscale) โหมดนี้จะมีเพียงสองสีคือ สีขาวและสีดำแต่จะมีระดับความเข้มของสีดำ 255 ระดับ รวมกับสีขาวอีกหนึ่งสี ในโหมดนี้ก็จะมีเพียง 256 สี
4. โหมด Indexed Color คือ โหมดสี 8 bit channel หรือ 256 สี (2 ยกกำลัง 8 = 256 สี) โดยไม่มีการกำหนดตายตัวว่าสีทั้ง 256 สีนั้นจะต้องเป็นสีใดๆ บ้าง ซึ่งเราสามารถกำหนดชุดสีที่ใช้ ว่าจะใช้สีใดๆ บ้าง (แต่ต้องไม่เกิน 256 สี)
ขนาดกระดาษ
           ISO 216 เป็นข้อกำหนดมาตรฐานสากลของ ISO ว่าด้วยขนาดกระดาษ ที่ใช้กันหลายประเทศในปัจจุบัน ซึ่งรวมไปถึงขนาดกระดาษที่คนรู้จักและนิยมใช้กันมากที่สุดคือ A4 มาตรฐานสากลนี้มีพื้นฐานมาจากสถาบันเยอรมันเพื่อการมาตรฐานแห่งประเทศ เยอรมนี มาตรฐานรหัส 476 (DIN 476) ในปี พ.ศ. 2535
A Series Formats B Series Formats C Series Formats
A0 84.1 x 118.9 B0 100.0 x 141.4 C0 91.7 x 129.7
A1 59.4 x 84.1 B1 70.7 x 100.0 C1 64.8 x 91.7
A2 42.0 x 59.4 B2 50.0 x 70.7 C2 45.8 x 64.8
A3 29.7 x 42.0 B3 35.3 x 50.0 C3 32.4 x 45.8
A4 21.0 x 29.7 B4 25.0 x 35.3 C4 22.9 x 32.4
A5 14.8 x 21.0 B5 17.6 x 25.0 C5 16.2 x 22.9
A6 10.5 x 14.8 B6 12.5 x 17.6 C6 11.4 x 16.2
A7 7.4 x 10.5 B7 8.8 x 12.5 C7 8.1 x 11.4
A8 5.2 x 7.4 B8 6.2 x 8.8 C8 5.7 x 8.1
A9 3.7 x 5.2 B9 4.4 x 6.2 C9 4.0 x 5.7
A10 2.6 x 3.7 B10 3.1 x 4.4 C10 2.8 x 4.0
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น
โรงพิมพ์บางกอกพริ้น


ที่มา วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki/ISO_216
การใช้ภาพประกอบ
           ภาพประกอบของสื่อเป็นสิ่งที่ช่วยเร้าความ สนใจ และทำให้สิ่งพิมพ์หน้าสนใจ
มากยิ่งขึ้น เพราะผู้ดูจะให้ความสนใจในเบื้องแรกต่อภาพมากกว่าข้อความที่ต้องอ่าน
เพราะใช้เวลาในการทำความเข้าใจน้อยกว่า ฉะนั้นหากภาพที่ใช้ประกอบในการออก
แบบมีคุณภาพ สามารถสื่อคามหมายได้ดี และมีความเหมาะสมกับเนื้อหาและวัตถุ
ประสงค์ของการใช้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆแล้ว จะทำให้สิ่งพิมพ์ได้ประโยชน์ตรงตามความ
ต้องการยิ่งขึ้น
หลักในการใช้ภาพประกอบ

     1.1 การคัดเลือกภาพ เพื่อ ใช้ในการประกอบแบบนั้น ต้องพิจารณาถึง
เนื้อหา ข่าวสาร เนื้อความที่สำคัญ และองค์อื่นที่จะช่วยให้เกิดการรับรู้ของ
ผู้อ่านได้ดีขึ้น ไม่ควรคำนึงถึงความรู้สึกของช่างภาพมากเกินไปว่าเขาจะรู้
สึกอย่างไรที่ไม่ใช้ภาพที่เขาถ่ายมา เพราะการฝืนเลือกใช้ภาพที่ไม่มีความ
เหมาะสมจะทำให้สิ่งพิมพ์นั้นลดคุณค่าลงไป

     1.2 ภาพที่คมชัด สวยงาม ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพที่เหมาะสมกับการ,
ออกแบบเสมอไปหากไม่เข้ากับเนื้อเรื่อง ภาพที่ตรงกับเรื่องและสามารถ
อธิบายหรือเสริมเนื้อเรื่องได้จะเป็นภาพที่เหมาะสมในการนำมาใช้มากที่สุด
แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่ได้ภาพที่คมชัดสวยงามมาแล้วและยังไม่มีโอกาสที่
จะใช้ก็ควรเก็บรักษาไว้และจัดระบบการจัดเก็บให้ดี เพื่อสามารถนำมาใช้ได้ใน
โอกาสต่อไป

     1.3 ภาพคุณภาพต่ำ บางครั้งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาพที่มีคุณภาพต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ ได้ ก็อาจใชเทคนิคการออกแบบมาช่วยโดยการจัดให้ภาพนั้นอยู่ทางด้านล่างของหน้าและ
ไม่พยายามเน้นหรือทำให้เป็นจุดสนมากเกินไป และใช้ตัวอักษรพาดหัวที่มีขนาดใหญ
่เพื่อหันเหความสนใจออกไป หรือใช้สกรีนแบบต่างๆที่แปลกออกไปมาใช้ในการทำ
ภาพให้ดูแปลกตามากขึ้น

     1.4 การบังภาพ (cropping) ในบางกรณีภาพถ่ายที่ได้มาเป็นภาพที่ถ่ายใน
ระยะไกลเกินไป ทำให้ครอบคลุมส่วนอื่นๆที่ไม่ต้องการติดตามมาด้วย ฉะนั้นจึงจำเป็น
ต้องปิดหรือบังส่วนที่ไม่ต้องการออกไป แล้วนำภาพนั้นมาขยายเฉพาะส่วนที่ต้องการ
เท่านั้น ซึ่งเป็นความจำเป็นที่จำต้องทำเช่นนี้เพราะส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องนั้น บางครั้ง
กลายเป็นสิ่งที่ลดความสนใจของผู้อ่านลงไปเพราะเมื่อดูภาพนั้นแล้วหาจุดที่ เป้นจุดเด่น
ของภาพไม่ได้ ถึงแม้ว่าการบังภาพจะทำให้ขนาดของภาพเล็กลงแต่จะได้รายละเอียด
ของภาพมากขึ้น

     1.5 การคัดเลือกภาพ การคัดเลือกภาพเพื่อใช้ประกอบการออก
แบบสื่อสิ่งพิมพ์นั้นจะต้องคิดอยู่เสมอว่างานที่เรากำลังทำอยู่นั้น คือ การ
เลือกภาพใช้ภาพเพื่อธุรกิจของการพิมพ์มิใช่การพิจารณาว่าภาพนั้นมี
ศิลปะหรือมีความสวยงามในแง่ของภาพนั้นมากน้อยเพียงไร นั่นคือ ภาพ
นั้นจะต้องให้ผลดีต่อเนื้อเรื่องที่จะพิมพ์เป็นสำคัญ ถึงแม้บางครั้งภาพที่
ได้จะมิใช่ภาพที่ดีในแง่ของศิลปะการถ่ายภาพก็ตาม
ในกรณีที่มีภาพที่มีคุณภาพดีให้เลือกหลายภาพ เกณฑ์การตัดสิน
ใจก็คือ เลือกภาพที่มีความหมายตรงกับเนื้อความ และเสริมเนื้อหามากที่สุด

     1.6 การทำให้ภาพน่าสนใจขึ้นโดยการจัดเรียงภาพ การใช้ภาพเดี่ยวใน
บางกรณีอาจดูไม่น่าสนใจ หากใช้ภาพที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องมาจัดเรียงลำดับกันขึ้น
จะทำให้ภาพนั้นดูสะดุดตา และน่าสนใจ ซึ่งอาจจัดเรียงในลักษณะใดก็ได้ เช่น เรียง
ตามลำดับไปอย่างปกติ เรียงซ้อนเหลื่อมกัน เรียงในแนวทแยง เป็นต้น

     1.7 การจัดภาพขนาดเล็กให้รวมกันเป็นกลุ่ม
การใช้ ภาพขนาดเล็กสอดแทรกอยู่ในเนื้อความทั่วไป อาจ
ไม่เป็นที่น่าสนใจเท่าที่ควร จึงอาจพิจารณาจัดให้ภาพเหล่า
นั้นอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ในรูปทรงที่น่าสนใจ ซค่งจะทำให้
เรียกความสนใจได้มากกว่า แต่ต้องคำนงด้วยว่า การจัดเป็น
กลุ่มอาจทำได้หลายวิธีต่างๆเช่น
1)จัดวางภาพทั้งหมดไว้บนแบรคกราวด์เดียวกัน
2)จัดให้ภาพทั้งหมดอยู่ในกรอบที่ปิดทุกด้าน
3)จัดวางบนเส้นตารางห่างๆ
4)จัดเรียงภาพให้มีลักษณะรูปร่างเดียวกันซ้ำๆกันทั้งกลุ่ม
5)จับคู่ภาพที่มีความต่อเนื่องกันหรือใกล้เคียงกันเข้ากัน

    
1.8 การเร้าความสนใจโดยการทำภาพให้มีความต่อเนื่อง บ่อยครั้งการใช้
ภาพเพียงภาพเดียวไม่สามารถอธิบายเรื่องราวได้ทั้งหมด ไม่ว่าภาพที่ใช้จะเป็นภาพที่ดี
เพียงใดก็ตาม จึงจำเป็นต้องใช้ภาพหลายภาพมาจัดเรียงไว้ในลักษณะคล้ายกับการจัดลำดับ
เป็นระยะๆแต่ไม่ต่อเนื่องบนหน้าเดียวกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น และพัฒนา
ความคิดของผู้อ่านตามลำดับซึ่งในการพิจารณาใช้ภาพมาประกอบมาสร้างความคิอให้ เกิด
เป็นลำดับ จะต้องพิจาณาภาพให้ดีและต้องอธิบายเหตุผลของการใช้ภาพแต่ละภาพได้เสมอ
ว่า ทำไมถึงได้ใช้ภาพนั้นๆ ต้องแน่ใจว่ามีความสอดคล้องและสร้างเสริมความเข้าใจเนื้อหา
ได้มากกว่า และที่สำคัญต้องไม่ใช่ภาพมากเกินไป ควรใช้ภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
 ประวัติการพิมพ์ offset
           Offset หรือ การพิมพ์พื้นราบ มีต้นกำเนิดจากการพิมพ์ด้วยการค้นพบของ อลัวส์เซเนเฟลเดอร์ (Alois Senefelder) ด้วยการใช้แท่งไขมันเขียนลงบนแผ่นหินขัดเรียบ ใช้น้ำบางๆ หรือความเปียกชื้นลงไปคลุมพื้นที่ซึ่งไม่ต้องการให้เกิดภาพก่อนแล้วจึงคลึง หมึกตามลงไปไขมัน ที่เขียนเป็นภาพจะรับหมึกและผลึกดันน้ำ และน้ำก็ผลักดันหมึกมิให้ปนกันเมื่อนำกระดาษไปทาบและใช้น้ำหนักกดพิมพ์พอควร กระดาษนั้นจะรับและถ่ายโอนหมึกที่เป็นภาพจากแผ่นหิน ปัจจุบันการพิมพ์พื้นราบที่รู้จักกันในนามพิมพ์หินได้พัฒนาจากการใช้คนดึง แผ่นหินที่หนาและหนักกลับไปกลับมา เพื่อทำการพิมพ์ได้ชั่วโมงละไม่กี่แผ่น

           ต่อมาได้มีความ เปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ จากการใช้แรงคนเป็นเครื่องจักร ไอน้ำและจากเครื่องจักร ไอน้ำเป็นเครื่องยนต์พร้อมกับเปลี่ยนลักษณะของแผ่นภาพพิมพ์จากหินเป็นโลหะ ที่บางเบาสามารถโค้งโอบรอบไม่ได้และได้ใช้เป็นผืนผ้ายาง (rubber printing) กระดาษหรือวัสดุพิมพ์จะไม่สัมผัสกับแม่พิมพ้์(plate cylinder)โดยตรง แต่จะอยู่ในระหว่างโมผ้ายาง (blandet cylinder)กับโมกดพิมพ์ (imoression cylinder) ชื่อของวิธีนี้ เคยเรียกเมื่อเริ่มแรกว่า ”’ลิโธกราฟี”(Lithography) อันเป็นภาษากรีก ที่มีความหมายว่าเขียนบนหิน ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมคำว่า เซตออฟ (set-off) หรือ ”ออฟเซต” (offset) ซึ่งหมายถึงการพิมพ์ได้รับหมึกจากแม่พิมพ์ไปหมดแต่ละแผ่น แล้วเตรียมรับหมึกพิมพ์ในแผ่นต่อไป ชื่อของวิธีพิมพ์นี้จึงเรียกว่า ”ออฟเซตลิโธกราฟี”(offset lithography) ในปัจจุบันสามารถพิมพ์ลงบนวัสดุพิมพ์หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกระดาษผิวหยาบ พลาสติก ผ้าแพร หรือแผ่นโลหะ
 หลักในการพิมพ์ offset
           หลักของการพิมพ์ offset คือ น้ำกับน้ำมันจะไม่รวมตัวกันซึ่งบนแผ่นแม่พิมพ์จะมีทั้งสอง ส่วนคือ บริเวณที่ไม่มีภาพก็จะเป็นที่รับน้ำและในส่วนที่มีภาพก็จะเป็นสารเคมีที่ เป็นพวกเดียวกับหมึก
• หน้าที่ของบริเวณทั้งสองของแม่พิมพ์

      1. ส่วนที่ไร้ภาพและรับน้ำ จะทำหน้าที่ในการรับน้ำหรึอความชื้น และผลักดันหมึกให้ออก
นอกบริเวณ
      2. ส่วนที่เป็นภาพจะทำหน้าที่รับหมึกและผลักดันน้ำมันออกนอกบริเวณของตน ซึ่งในแต่ละส่วนจะทำหน้าที่ๆแตกต่างกัน

           • หลักในการถ่าย ทอดภาพของเครื่องพิมพ์ออฟเซต
ออฟเซตเป็นระบบการพิมพ์พื้นฐานทั่วไปในระบบ 3 โม คือ
      1. โมแม่พิมพ์
      2. โมผ้ายาง
      3. โมแรงกด

          • พร้อมด้วยระบบทำความชื้นและระบบการจ่ายหมึกให้แกแม่พิมพ์เมื่อมีการเคลื่อน ไหว แม่พิมพ์จะหมุนไปรับน้ำ หรือ ความชื้น แล้วจึงหมุนไปรับน้ำ แล้วจึงไปรับหมึก เมื่อแม่พิมพ์รับหมึก ในบริเวณภาพแล้วจะหมุนลงไปถ่ายโอนไปให้โมผ้ายาง แล้วจึงถ่านลงวัสดุพิมพ์ โดยมีโมกดพิมพ์รองรับอยู่เป็นระบบการพิมพ์ทางอ้อม

• ประโยชน์ของการพิมพ์ทางอ้อม
      1. ในการพิมพ์ภาพลงสู่ผ้ายาง ผิวของผ้ายางมีความอ่อนนุ่มจึงสามารถแนบกระชับกับผิว ของของการดาษที่เป็นแอ่ง และขรุขระได้ดีกว่าการใช้แม่พิมพ์โดยตรง
      2. ผ้ายางจะไม่ทำให้ตัวของแม่พิมพ์ชำรุด เหมือนกับการพิมพ์ทางตรง
      3. สะดวกในการตรวจสอบความถูกต้องของภาพ และข้อความบนแม่พิมพ์เพราะเป็นตัวตรง
ไม่ใช่ตัวกลับอย่าง เลตเตอร์เพลส ซึ่งตรวจสอบได้ยาก
การออกแบบหนังสือพิมพ์
           หนังสือพิมพ์เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่รวมเรื่องราว บทวิเคราะห์ ภาพเหตุการณ์ และการโฆษณา
ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ถ้าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกจัดไว้อย่างขาดความมีระเบียบลงบนหน้าหนังสือ ก็จะให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในเรื่องราวต่าง ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนได้ว่าในแต่ละหน้าจะบรรจุอะไรไว้บ้าง และในตำแหน่งใด เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ดังนั้น จึงต้องมีการออกแบบเพื่อให้อ่านได้ง่าย อ่านได้เร็ว และอ่านได้มาก
หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ต้องแข่งขันกับสื่ออื่น ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวในการเสนอข่าวอยู่
ตลอดเวลา เช่น วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง เพื่อให้ข่าวสารต่าง ๆ ที่เสนอต่อผู้อ่านมีความใหม่สดอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับนิตยสาร วารสาร และหนังสือเล่มแล้วสิ่งพิมพ์เหล่านี้ก็จะอ่านได้ง่ายและดูสวยงามน่าสนใจกว่า หนังสือพิมพ์โดยทั่วไป ทั้งนี้เพราะนิตยสาร วารสาร และสิ่งพิมพ์อื่นนั้นมีเวลาที่ใช้ในการออกแบบตบแต่ง ทำอาร์ตเวอร์คและเตรียมการมากกว่าหนังสือพิมพ์ แต่ผู้อ่าน ผู้อ่านมักจะสนใจในความยากง่ายของการทำจะสนใจแต่เพียงว่าสิ่งพิมพ์ใดอ่าน ง่าย อ่านสนุก และน่าสนใจมากกว่าเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อให้หนังสือสามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจให้ได้ ผู้ออกแบบจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หนังสือพิมพ์เป็นที่น่าสนใจ ของผู้อ่าน และได้ประโยชน์จากเนื้อหาในขณะเดียวกัน
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น อาจกำหนดแนวคิดของการจัดหน้าได้ดังนี้
           1. บรรณาธิการจะต้องจัดข่าวให้อยู่ในลักษณะที่มีความสะดวกต่อการอ่าน เพื่อ
ให้ผู้อ่านรู้สึกว่าสามารถอ่านและติดตามข่าวได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เช่น ควรให้ผู้อ่านเข้าใจและติดตามได้ว่าข่าวเริ่มจากจุดใดต่อไปที่คอลัมน์ใดและ ไม่สิ้นสุดที่คอลัมน์ใดโดยง่าย ต้องจัดให้ข่าวพิเศษอยู่ในตำแหน่งที่สะดุดตา หาดูได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาค้นหามาก ฉะนั้น การจัดวางข่าวให้ระเบียบจึงเป็นมาตรการสำคัญข้อแรกของการออกแบบ
           2. การจัดวางรูปแบบของข่าวต่าง ๆ ควรให้อยู่รูปแบบที่คงที่สม่ำเสมอและ
สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์อื่นตามสมควร เพื่อให้ผู้อ่านสะดวกในการติดตามข่าว โดยไม่ต้องเริ่มต้นหาตำแหน่งของเรื่องราวต่าง ๆ ใหม่ เมื่อไปอ่านหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ แต่อย่างไรก็ตาม การออกแบบในการจัดหน้าและเสนอข่าวจะต้องทำให้ผู้อ่านเกิดภาพพจน์ต่อหน งัสือพิมพ์นั้นตาม
ที่ผู้ทำหนังสือพิมพ์นั้นต้องการ ภาพพจน์นี้เป็นความรู้สึก ทัศนคติ และความคิดเห็นของผู้อ่านต่อหนังสือพิมพ์นั้น ๆ เช่น เกิดความรู้ ความเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์นั้น ๆ เป็นหนังสือพิมพ์ประเภทใด ๆ

           3. จะต้องออกแบบให้ผู้อ่านรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้นต่อสิ่งที่หนังสือพิมพ์นั้น เสนอ
ต่อผู้อ่านเพราะความจริงแล้วหนังสือพิมพ์จะต้องแข่งขันกับสื่อ อื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่า เช่น วารสาร วิทยุ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จะมีความเร้าใจมากกว่าโดยธรรมชาติเพราะมีเสียงพูดเสียงดนตรี หรือภาพประกอบด้วย สิ่งพิมพ์ประเภทวารสาร นิตยสาร ก็สามารถทำให้เห็นจริงเห็นจึงได้มากกว่าโดยการใช้ภาพสี ฉะนั้นเพื่อให้สามารถแข่งขันกับสื่อต่าง ๆ ได้หนังสือพิมพ์จึงจำเป็นที่จะต้องคิดค้นการจัดหน้า และการเสนอข่าวให้น่าสนใจ และน่าทึ่งมากยิ่งขึ้น เช่น การพาดหัวข่าว การใช้ภาพที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ และความสดของข่าว
           การออกแบบหนังสือพิมพ์เป็นการนำเอาถ้อยคำ ภาพ สี และเส้น และสิ่งประกอบอื่น ๆ มารวมกันให้เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน คือ การเสนอข่าวสาร โฆษณาและข้อมูลต่าง ๆ ต่อผู้อ่านให้มีความสวยงาม น่าสนใจ และเกิดประโยชน์ใช้สอบมากที่สุดโดยที่สื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นสิ่งพิมพ์ประเภท หนึ่ง ฉะนั้นผู้ออกแบบอาจใช้หลักเกณฑ์ในการออกแบบดังได้กล่าวแล้วในเรื่องมาใช้ได้ นั่นคือ การออกแบบต้องคำนึงถึง ส่วนสัดความสมดุล ความแตกต่าง และความมีเอกภาพอยู่เสมอ
หลักการของการจัดหน้าหนังสือพิมพ์
           การจัดหน้า หมายถึง การออกแบบหน้าแต่ละหน้าของหนังสือพิมพ์ โดยการกำหนด
ตำแหน่งของส่วนต่าง ๆ ในหน้า เช่น พาดหัวข่าว เนื้อข่าว ส่วนโฆษณา ซึ่งในการจัดหน้านี้จะต้องประกอบไปด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ

           1. การจัดทำโครงร่างของหน้า (dummy) เพื่อให้รู้ว่าองค์ประกอบใดควรอยู่ใน
ตำแหน่งใด ซึ่งโครงร่างนี้จะต้องทำให้เรียบร้อยชัดเจน แน่นอน และรัดกุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าจัดทำไม่ดีแล้วจะเป็นปัญหาในการเรียงพิมพ์และจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ลงบนหน้าอย่างมาก

           2. การกำหนดตำแหน่ง (positioning) การกำหนดตำแหน่งของข่าว ภาพ และองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญ โดยปกติดเรื่องราวหรือข่าวที่สำคัญมักจะจัดไว้ ณ จุดศูนย์ กลางของความสนใจ เพราะผู้อ่านจะมองในส่วนนี้ก่อนส่วนอื่น โดยทั่วไปแล้วส่วนบนด้านซ้ายและส่วนบนด้านขวาของหน้าเป็นจุดศูนย์กลบางของ ความสนใจ ส่วนล่างของหน้าทั้งสองข้างก็เป็น
จุดสนใจเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าส่วนบน

          
หลักการที่สำคัญของการกำหนดตำแหน่ง ก็คือ การชักนำให้อ่านอ่านเรื่องราวอย่างเป็นระบบโดยไม่รู้ตัว โดยการกำหนดให้เรียงภาพ หรือข่าวอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจุดสนใจและน่าติด
ตาม ผู้อ่านบางคนอาจไม่สนใจตำแหน่งของข่าว แต่จะเลือกหาอ่านเรื่องราวที่ตนสนใจเป็นหลัก แต่ถ้าเรื่องราวหรือข่าวถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่อ่านง่าย เห็นง่าย ไม่สับสน ก็จะช่วยทำให้น่าอ่านยิ่งขึ้น

           3. การจัดหน้าแบบกริดหรือแบบแบ่งเป็นส่วน ๆ (grid) การจัดแบ่งหน้าในระบบกริดนี้เป็นการจัดแบ่งหน้าออกเป็นส่วน ๆ ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างกันออกไป การจัดแบ่งทำได้โดยการลากเส้นตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเป็นช่อง ๆ ซึ่งในการจัดหน้าหนังสือนั้นเส้นกริดจะหมายถึง ช่องว่างที่อยู่ระหว่างคอลัมน์นั่นเอง การลากเส้นกริดเพื่อแบ่งหน้าหนังสือออกเป็นส่วน ๆ นั้นจะต้องคิดวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้การจัดวางคอลัมน์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างชัดเจน
           โดยปกติเนื้อข่าวต่าง ๆ ก็จะถูกจัดให้เป็นรูปเหลี่ยมประกอบด้วยคอลัมน์ย่อย ๆ อาจเป็นการจัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมในแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ แต่การแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ มักจะไม่เท่ากัน เช่น จะไม่มีการแบ่งให้มี 4 คอลัมน์ ทางซ้าย และ 4 คอลัมน์ทางขวาเลย แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดให้มีการแบ่งจำนวนคอลัมน์ของแต่ละข่าวกันดังนี้ คือ 2 และ 4 คอลัมน์หรือ 1 และ 5 คอลัมน์ เป็นต้น และในทำนองเดียวกันก็จะไม่แบ่งให้ส่วนบนกับส่วนล่างเท่ากันด้วย

การจัดหน้าแบบการออกแบบรวม (total design) การจัดหน้าแบบนี้แตกต่างไปจาก

           การจัดแบบระบบกริด โดยมุ่งให้การจัดหน้ามีลักษณะที่น่าทึ่ง น่าสนใจยิ่งขึ้น ด้วยการคิดวางแผนการจัดหน้าและข่าวไว้ล่วงหน้าโดยการจัดวางรูปแบบพื้นฐาน ทั่วไปของหน้าก่อนแล้วจึงพิจารณาบรรจุข่าวลงในรูปแบบที่กำหนด ซึ่งรูปแบบของหน้าที่จัดนั้นก็จัดไว้เป็นพื้นที่กว้าง ๆ ที่มีสัดส่วน

           พอเหมาะที่จะเรียกร้องความสนใจได้ เช่น การจัดให้มีพื้นที่รูปเหลี่ยมขนาดต่าง ๆ อยู่ด้วยกันทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ที่มีการเฉลี่ยน้ำหนักของคอลัมน์ที่พอเหมาะเมื่อมองภาพรวมทั้งหน้า แต่อย่างไรก็ตามการจัดการแบบนี้ก็ยังเน้นความเรียบง่าย แต่น่าสนใจการจัดที่มีที่ว่างระหว่างคอลัมน์บ้างจะช่วยให้ดูโปร่งตาและสวย งามมากขึ้น ซึ่งโดยปกติช่องว่างระหว่างคอลัมน์ไม่ควรน้อยกว่า 14 พอยท์ ซึ่งบางครั้งอาจให้กว้างได้ถึง 2 ไพก้า
การจูงใจการโฆษณา

การจูงใจการโฆษณา (Advertising  Appeals)  หมายถึง  หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการโฆษณาเพื่อให้เกิดการ ตอบสนอง หรือสร้างอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าหรือ บริการ  ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้  (ศิริวรรณ  เสรีรัตน์, 2538)



" Appeal " เป็นการนำจุดขายหรือผลประโยชน์มาจูงใจลูกค้า
มานำเสนออย่างมี " Gimmick " (ลูกเล่น)

การจูงใจด้านเหตุผล (Rational  Appeals) หมาย ถึง ลักษณะที่นําไปใช้ประโยชน์ได้จริง เหตุผล ในการเป็นเจ้าของสินค้า โดยมีเนื้อหามุ่งที่ข้อเท็จจริง การเรียนรู้ หลักเหตุผลในการจูงใจเช่น รูป ลักษณ์ ข้อดี ราคา ความนิยม
<< การจูงใจโดยใช้ข้อดีของผลิตภัณฑ์
รักษาความสะอาดที่นําไปใช้ประโยชน์
ได้จริง

โดยสื่อความหมายว่าคุณเป็นก้นที่เท่าไหร่
ในการใช้ห้องน้ำ....

Creative Directors: สุทธิศักดิ์ สุจริตรานนท์ Advertising Agency: BBDO Bangkok
การจูงใจโดยใช้เหตุผลว่าผลิตมาจาก >>
นมสดแท้ๆ
    
Creative Directors:  เยาวเรศ หุตสังกาศ     
                                สุรเชษฐ์ ศรีกิจเจริญ     
                                ธิดารัตน์ นิติกิจไพบูรณ์     
Advertising Agency: Batcy Ads      

การจูงใจด้านอารมณ์  (Emotional  Appeals) เน้น การให้ข่าวสารที่มิได้มุ่งขายสินค้าโดยตรง เป็นการสร้างภาพพจน์และ การตอบสนองความรู้สึกหรือทัศนคติเช่น การตอบสนองด้านความปลอดภัย ความรักใน ครอบครัวหรือการประสบความสําเร็จในชีวิต
 


<< การจูงใจในการตอบสนองความรู้สึก
หรือทัศนคติ

....พุช อัพ บาร์ ใส่แล้วรู้สึกใหญ่  จนทุกอย่าง
รอบกาย
มีขนาดเล็กลง.....
Creative Directors: จุรีพร  ไทยดำรงค์
Advertising Agency: Results Advertising

Sex Appeals การจูงใจทางเพศ >>

หากใช้ Axe Shower Gel .....     
เปื้อนหมดเลย...มาล้างให้หน่อย.....      

      
Creative Directors:   Dominic Stallard    
Advertising Agency:  Lowe Mena, Dubai, UAE      



  การจูงใจด้านเหตุผลร่วมกับการจูงใจด้านอารมณ์(Combining Retional Appeal and Emotional Appeals) คือ การใช้การจูงใจทั้งด้านเหตุผลและด้านอารมณ์ร่วมกัน ในบางสถานการณ์ต่างๆ สำหรับการโฆษณา ครีเอทีฟจะไม่สามารถเลือกใช้ สิ่งจูงใจ ด้านอารมณ์ หรือเหตุผลอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ต้องตัดสินใจใช้สิ่งจูงใจทั้งสองลักษณะผสมผสานกัน


การจูงใจที่ผสานทั้งเหตุผลและอารมณ์


เหตุผล : ข้อดีสินค้า ล๊อคแน่น     
อารมณ์ :    รู้สึกปลอดภัย..มั๊กมั๊ก
Creative Directors:   Dominic Stallard    
Advertising Agency:  Lowe Mena, Dubai, UAE      






4.4   การจูงใจด้านสังคม ศีลธรรมและสิ่งแวดล้อม (Social Morals and Environment Appeals)  เป็นการเสนอ ข่าวสารเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่น การโฆษณาสถาบัน การโฆษณารณรงค์ในเรื่องต่างๆ


รางวัลโฆษณายอดเยี่ยม ปี 2002 (Cannes Award) เกี่ยวกับการรณรงค์เรื่อง AIDS

 โดยสื่อความหมายว่า เพศคือหนทางแห่งความตาย....






รูปแบบการครีเอทีฟ(Creative Execution Style) คือวิธีการที่สิ่งจูงใจถูกเปลี่ยนเป็นโฆษณา เพื่อแสดงต่อผู้บริโภค

แนวความคิดในโฆษณา

Concept คืออะไร?

คอนเซปต์ในงานโฆษณาคืออะไร คิดยังไง?




" คอนเซปต์ ทำให้ออกแบบง่ายขึ้น มีเป้าหมายชัดเจน ” 

ในทางโฆษณา คอนเซปต์ หมายถึง เรื่องราวหรืออารมณ์ที่เราต้องการสื่อออกไป ?

กระบวนการคิดคอนเซปต์ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางคนเริ่มจากเขียนสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังทำลงในกระดาษ แล้วมองหาความสัมพันธ์ระหว่างคำที่น่าสนใจที่ดึงออกมาใช้เป็นคอนเซปต์ได้
   -บางคนคิดเป็นภาพ ก็จะลงมือสร้างภาพออกมาก่อน เมื่อภาพดูน่าสนใจแล้ว ค่อยนำภาพนั้นมาถอดเป็นคอนเซปต์อีกที
   -การคิดคอนเซปต์ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและการฝึก รวมทั้งเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์อย่างเลี่ยงไม่ได้
คอนเซปต์ต้องทำให้เราออกแบบง่ายขึ้น มีแรงบันดาลใจ และทำให้เราหรือคนอื่นๆ สามารถตัดสินงานชิ้นนั้นๆ ได้ว่า ตอบโจทย์หรือไม่



 
ตราสินค้า คือ ความรู้สึกที่ผู้บริโภคสั่งสมรวบรวมมาจากทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวสินค้า ไม่ใช่เพียง ชื่อ ตรา โลโก้ สามารถจำแนกออกเป็น 4 อย่างด้วยกัน (ฟิลิป คอตเลอร์,1991  อ้างถึงใน  HRTOTHAI., 2551 : ออนไลน์) ได้แก่
          1) Attribute – รูปร่างหน้าตาภายนอกที่จะทำให้เกิดการจดจำ
          2) Benefit - บอกคุณประโยชน์ เช่น ฟันขาว ผมนุ่ม
          3)  Value – ทำให้รู้สึก ใช้แบรนด์นี้แล้วภาคภูมิใจ ไว้ใจเพราะมานาน
          4) Personality – มีบุคลิกภาพ ใช้แล้วเป็นวัยรุ่น ใช้แล้วเป็นคนทันสมัย
การหาแนวความคิดหลักในการโฆษณา (Advertising  Concept)  เป็นสิ่งสําคัญที่สุด เพื่อดึงความสนใจ  สร้างปฏิกิริยา และทําให้ สินค้ามีความแตกต่างจากคู่แข่งขัน โดยอาจมีประเด็นในการคิด Concept ได้ดังนี้
1. จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (Unique  Selling  Promotion)
ในการค้นหาจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์  โดยการค้นหาคุณสมบัติ  ผลประโยชน์และจุดเด่นของสินค้า หรือบริการนั้น เพื่อชี้ให้เห็นว่า มีความเหนือกว่าคู่แข่งขันอย่างไร เช่น ความปลอดภัย  ความ คงทน   ความสะดวก   ความประหยัด
 

ad  ad


การใช้จุดขายเรื่องความปลอดภัยในการนำเสนอ คอนเซ็ปงาน "ปลอดภัยไว้ก่อน"
โดยใช้นาฬิกาสื่อความหมายว่า ช่วงเวลาพิเศษหายไป หากไม่ได้รับสัญญาณเตือนที่ดี 

Creative Directors: Damon Collins  ,   Advertising Agency: RKCR/Y&R, UK

2การกําหนดตําแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning)
การกําหนดตําแหน่งของ สินค้าหรือบริการที่มีคุณค่าต่อจิตใจของผู้บริโภคและเป็นคุณสมบัติที่ผู้ บริโภคยอมรับได้รวมทั้งยังมีลักษณะที่แตกต่าง จากคู่แข่งขันด้วยการกําหนดตําแหน่งผลิตภัณฑ์ อาจกําหนดได้จาก ราคา กลุ่มเป้าหมาย ส่วนผสม ผลประโยชน์หรือลําดับชั้นของผลิตภัณฑ์ เช่น

1. การวางตําแหน่งสินค้าจากรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของคนไทย
2. การวางตําแหน่งสินค้าจากประโยชน์ของสินค้า เช่น ทุกชีวิตปลอดภัยในวอลโว่ ซีเล็คทูน่า ไขมนต่ำ
3. การวางตําแหน่งสินค้าจากการใช้สินค้า เช่น รองเท้าวิ่งของไนกี้เป็นรองเท้าที่ดีที่สุดในการวิ่ง ยาสีฟัน Salt เค็มแต่ดี
4. การวางตําแหน่งสินค้าจากผู้ใช้สินค้า เช่น ไอแม็คคือ คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดสําหรับผู้ที่ทํางานศิลป์
5. การวางตาแหน่งสินค้าโดยการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น น้ําดื่ม 7 Up ที่เรียกตัวเองว่า Uncola
6. การวางตําแหน่งสินค้าจากหมวดสินค้า วิธีใช้ได้กับผ้นําการตลาด อาทิเช่น ซีร็อคหมายถึงเครื่องถ่ายเอกสาร มาม่าหมายถึงบะหมี่สําเร็จรูป
7. การวางตําแหน่งสินค้าจากคุณภาพ/ราคา อาทิเช่น น้ําหอมชาเนลเบอร์ 5 วางตําแหน่งที่คุณภาพสูง ราคาสูง
ad ad
การวางตําแหน่งสินค้าจากการใช้สินค้า คอนเซ็ปงาน "ไปได้ทุกที่" 
ใช้ภาพหูฟังวางเป็นสัญลักษณ์ของพาหนะ เช่นรถ เครื่องบิน 

Creative Directors: Arun Kumar, Minakshi Achan  ,   Advertising Agency: Redifussion DY&R, Bangalore, India



3  การสร้างบุคลิกภาพในตราสินค้า (Brand  Personality)
เพื่อให้ตราสินค้ามีความเหมาะสมและแตกต่างจากสินค้าคู่แข่งขัน สะท้อนให้ เห็นถึงความมั่นคง สร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความจดจําในตราสินค้า และเกิดความภาคภูมิใจเมื่อใช้สินค้าหรือบริการนั้น.......แล้วจะสร้าง Brand Personality กันยังไง?
การสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์  สามารถกระทำได้โดยผ่านหลายๆ สิ่ง  เช่น

     - ผ่านสัญลักษณ์ของแบรนด์   เช่น  Mc Donald  มีโรนัล แมคโดนัลด์ กับแก๊งแฮมเบอร์เกอร์   ทำให้แมคฯ มีบุคลิกภาพที่ดูสนุกสนาน เป็นพี่ เป็นมิตร เป็นกลุ่มเดียวกับเด็กๆ

     - ผ่านบรรจุภัณฑ์  เช่น การใช้สีสันและลวดลายลูกทุ่ง ของบัตรโทรศัพท์ "สวัสดี"

     - ผ่านการใช้สื่อส่งเสริมการขาย   เช่น  ยางกู๊ดเยียร์  สร้างบอลลูนเรือเหาะ ติดโลโก้ตน และนำไปเป็นสัญลักษณ์ร่วมกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ  ไม่ว่ามีงานใหญ่ที่ไหน  เรือเหาะกู๊ดเยียร์ก็จะไปปรากฏโฉมที่นั่น   หรือพูดในอีกทาง เห็นเรือเหาะกู๊ดเยียร์ที่ไหนก็จะได้พบกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ แน่ๆ กู๊ดเยียร์รับบุคลิกภาพ ผู้ยิ่งใหญ่ ไป...


ad   ad
กู๊ดเยียร์รับบุคลิกภาพ ผู้ยิ่งใหญ่ คอนเซ็ปงาน " Hero บนท้องถนน " 

Creative Directors: Milton Mastrocessario (Cebola)  ,   Advertising Agency: McCann Erickson, Sao Paulo, Brazil

4 การสร้างภาพพจน์ในตราสินค้า (Brand Image)  
หมายถึงความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อตราสินค้า ทางด้านคุณสมบัติ  บุคลิก อารมณ์และการผสมผสานใน จิตใจของผู้บริโภค    การโฆษณาเพื่อสร้างภาพพจน์จะพัฒนาโครงร่างด้านชื่อเสียงของตราสินค้าเช่น  สายการบิน  สถาบันการเงิน  สุรา  บุหรี่
  
การสร้างภาพพจน์ในตราสินค้าของโรงพยาบาลเด็ก  คอนเซ็ปงาน " เหตุผลที่จะยิ้ม "

Creative Directors: Sacha Ward & Sarah Keogh  ,   Advertising Agency: George Patterson Y&R, Sydney

 การสร้างเรื่องราวประจําตัวสินค้า (Inherent  Drama)  
หมายถึง การสร้างเรื่องราวประจําตัวสินค้าหรือลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ทําให้ ผู้บริโภคเกิดความสนใจ ติดตาม และเกิดการซื้อ
  
ในปี 2007 PS2 สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นเกม  คอนเซ็ปงาน " อะไหล่ที่เปลี่ยนได้ "
Creative Directors: Erik Vervroegen  ,   Advertising Agency: TBWA, Paris, France
  
ในปี 2010 PS2 สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นเกม  คอนเซ็ปงาน " เล่นสมจริง "
Creative Directors: Alvaro Noboa S.   ,   Advertising Agency: Publicitas Publicis, Guayaquil, Ecuador